เพื่อนเก่า

posted on 12 Dec 2009 07:22 by tokarok

เมื่อ คืนกรูฝัน…  เรียกไม่ถูกหรอกฝันดีหรือฝันร้าย  ความฝันกับอีกหลายๆเรื่องมักจะถูกแยกแยะด้วยทวินิยม  ดี ร้าย  ผิด ถูก อะไรก็แล้วแต่   เมื่อคืนฝันถึง “ตุ๊กตา”  ก็เรียกกันง่ายๆว่า “ตุ๊ก”  เพื่อนที่โคตรสนิทตอนมัธยมสอง   ก๊วนตอนนั้นต้องยอมรับว่าพรรคพวกสวยงาม  บาลานซ์ด้วยเพื่อนหญิงชายพอๆกัน

เพื่อนผู้หญิงหน้าตาดี  แต่ไอ้เราก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายครึ่งนึงก็แฟนเพื่อน  คุยกัน แกๆชั้นๆมึงๆกูๆ  ว่ากันไป

ในฝันได้กลับไปนั่งคุยกะ”ตุ๊ก” อีกครั้ง  นั่งคุยเดินคุย  ทั้งที่วันนี้ห่างเหินกันมากมาย 

หลายๆปีกว่าจะได้เอ่ยประโยค ”สวัสดี” ให้แก่กันสักครั้ง  สิบปีถึงจะได้ปะหน้ากันซักหน 

“ตุ๊ก” เป็นเด็กเรียนดีเรียนเก่ง  ขึ้นห้องคิงส์ของสาธิตฯเมื่อ ม.สาม  และย้ายไปอยู่เตรียมฯเมื่อขึ้นมัธยมสี่ตามสูตรสำเร็จเด็กสาธิตฯที่เรียนดี


หลังจากนั้นเรายังติดต่อกันอยู่  พูดคุยกันอยู่บ้าง  ได้รู้จักเพื่อนสนิทตุ๊กในที่ใหม่   เรายังคุยติดต่อกันจน”ตุ๊ก” สอบเทียบและโยกย้ายไปอยู่บัญชีธรรมศาสตร์  แล้วระยะเวลาก็ดึงเราห่างกันออกไปเรื่อยๆ   ไกลกันออกไปทุกที

ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่อนฝูงรู้กันแค่ไหน  ผมเป็นคนที่ไม่ไปงานรับปริญญาของใคร  ถ้าไม่สนิทจริง  ด้วยอคติที่สร้างขึ้นมาบางอย่าง  แต่ “ตุ๊ก” เป็นหนึ่งในคนต่างสถาบันที่ผมต้องบอกตัวเองว่าต้องไปร่วมงานของมัน นั่นคงเป็นสิ่งรับประกันความสนิทสนมได้อยู่

นั่นแหละ  งานที่พรรคพวกเก่าๆรับปริญญา  ส่งให้เราได้กลับมาเจอกันบ่อยครั้งขึ้น  หลังจากนั้นเราเจอกันทุกปี  ปีละครั้ง  อยู่ซักสองสามปี  แล้วต่างคนก็เริ่มมีใครที่ต้องแคร์  ความห่างคล้ายๆกาวหยู่ฮู  ห่างยังไงก็ยังพอเหลือสายใยกันอยู่บ้าง

ผมพยายามติดต่อ”ตุ๊ก”  ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก  จนได้จังหวะที่เพื่อนๆในยุค ม .ต้นรวมตัวกัน  ทุกอย่างถึงได้ดึงกลับมา

ตอนผมถูกแฟนใกล้บ้านทิ้ง  ผมโทรหาตุ๊ก

“แกมาหาชั้นเลย  ชั้นรออยู่เอ็มโพเรี่ยม”

แล้วมันก็ไม่เคยพูดถึง  หรือแม้แต่จะถามไถ่ยังไงอะไรเลยซักคำ  มันเอาแต่ว่า

“แก  อยากกินอะไร  ชั้นหนะ  อยากกินนี่….นั่น…..นู้น…..โน้น…..แกคิดไม่ออกใช่มั้ย  งั้นแกกินกะชั้นนะ”

แล้วมันก็ระดมสั่งสั่งที่มันอยากกิน     มันกินอย่างละคำสองคำพอหายอยาก  แล้วก็บิ้วท์ให้ผมกินต่อ

ครั้งที่ไปไล่ตาม น้อง แอน ทองประสม ในยูทูป  มองไปมองมาก็คิดถึงมันจนต้องโทรไปเยี่ยมเยียน

ปัจจุบัน “ตุ๊ก” ท้องสองเดือนแล้ว แต่ก็ยังสวยงามน่ารักในสันดานอยู่เหมือนเคย    ครั้งสุดท้ายได้เจอกันเมื่อครึ่งปีที่แล้ว

ได้กลับมาหวนมองว่า  ทุกครั้งที่ได้ตคุยกัน  ถ้าเอาให้ยิ่งใหญ่หน่อยก็ต้องบอกว่าทุกครั้งที่ได้มีโอกาสแชร์ชีวิตกับ “ตุ๊ก” กรูมีความสุขเสมอ  มีความสุขจนเกิดคำถามห่วยๆว่า

“ทำไมกูไม่เคยจีบมันวะ” แม่งก็ตอบไม่ไ-ด้อีก

ยิ้มๆให้ตัวเอง  วันนั้นครั้งนั้น   ยังไงเราก็ไม่อินกะมัน  ยังไม่ต้องพูดถึงเลยว่ามันจะอินกะเราหรือเปล่า  พอถึงวันนี้วันที่วุฒิภาวะเราเติบใหญ่ขึ้น  โลกมันก็หมุนไปไกลแล้ว

ยิ่งนานวันก็ยิ่งรู้สึกว่าลึกๆนั่นหนะผูกพันกับมันมากเหลือเกินนะ  จนเมื่อวานจำเป็นต้องกล้าเอ่ยปากไป

“ตุ๊ก….ชาติหน้าชั้นอยากเจอแกอีกว่ะ”

“เธอก็ต้องอธิษฐานสิ”

“แล้วชั้่นต้องว่าไงล่ะ  ชาติหน้าขอเกิดมาเจอตุ๊กอีกงั้นเหรอ แล้วมันจะเจอตุ๊กไหนล่ะ  เดี๋ยวเกิดเป็นตุ๊กกี้ขึ้นมา  ชั้นไม่เอานะ”

ตุ๊กหัวเราะ  ผมพูดต่อ

“ตุ๊ก  แกต้องช่วยชั้นอธิษฐานด้วยนะ  มันจะได้เป็นคนๆเดียวกัน”

“จ๊ะ” จบด้วยเสียงหัวเราะที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนของเธอ

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

กรูไม่รูว่ากรูเขียนเรื่องนี้เล่าเรื่องนี้ให้อ่านกันเพราะอะไร  เอาเป็นว่าเพราะสันดานก็แล้วกัน  ถึงแม่งจะดูตอแหลๆกุ๊กกิ๊กเพ้อเจ้ออยู่บ้าง  แต่กรูว่ามันจริงสำหรับกรู    ….มันมีมั้ย   เพื่อนซักคน  ใครซักคนที่ชาติหน้าเราอยากเจออยากสนิทกับมันอีกครั้ง     ส่วนตัวเหมือนกรูได้เรียนรู้จักอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น  ได้ไตร่ตรองความรักในอีกแง่มุมเพิ่มขึ้น  เข้าท่าดีแหะ….

จากภาพยนตร์ สู่ อดีต

posted on 29 Oct 2009 00:56 by tokarok

วันนี้เพิ่งได้จังหวะดูหนังเรื่อง Cinema Paradiso หนังขึ้นชื่อเมื่อปี ๑๙๘๙ ว่าด้วยความสัมพันธ์ของชายวัยกลางคนที่มีหน้าที่ฉายหนัง  กับเด็กน้อยที่หลงรักหนัง จนได้ก้าวขึ้นมาเป็นคนฉายหนังแทน  ความสัมพันธ์เคลื่อนที่พัฒนาโดยมีโรงหนัง Cinema Paradiso  เป็นตัวกลาง  สุดท้ายทั้งคู่แยกจากกันสามสิบปี แล้วเด็กน้อยที่เติบใหญ่ในวัยกลางคนก็กลับมางานศพของ อัล เฟรโด้ ชายผู้ฉายหนังคนนั้นอีกครั้ง  ชายที่เขาเรียกเสมอ’ลุง’  วันนี้เด็กน้อยคนนั้นได้ก้าวเข้าสู่วงการโรงภาพยนตร์แล้ว

เหมือนเข็มนาฬิกาตีย้อนกลับ  เมื่อ ๒๕ ปีก่อน ผมได้รู้จักรุ่นพี่โรงเรียนคนนึง  ชื่อ “พี่หมู” เป็นรุ่นพี่หกปี  ผมเข้า ม.๑  แกก็ออกพอดี  แต่พี่แกก็กลับมาที่โรงเรียนเป็นประจำ  ทั้งยังกลับมาช่วยเหลือกิจกรรมหลายอย่างของโรงเรียน  และแกเป็นนักดนตรี  ผมทำวงครั้งแรกโดยมีพี่แกเป็นมือเบสของวง  ผมเรียนรู้การแกะเพลง  จากการที่ได้เล่นกับแก  พี่หมูกับผมสนิทกันมากขึ้น  ปะเหมาะที่บ้านพี่เขาก็ไม่ได้ไกลจากบ้านผมนัก  ใช้เวลาเดินทางรถเมล์ราวครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

พี่หมูมาคลุกที่บ้านผมมากขึ้น  มาเล่นกีตาร์กัน  หลายครั้งก็เลยเถิดค้างที่บ้าน  จนสุดท้ายผมได้รู้ว่าพี่หมูแกไม่ค่อยมีเพื่อน  เพราะแกเอ็นท์ไม่ติด  แกลงเรียนที่รามคำแหง  ครอบครัวแตกแยก  พี่เป็นลูกที่พ่อไม่ได้ตั้งใจนัก   แกเลยดูเหมือนคนที่แบกความเหงาไปด้วยตลอดเวลา

ครั้งนึงที่แกมาค้างที่บ้าน  พี่หมูหิ้วเหล้ามาแบนนึง  กับโค้กอีกขวด  และยกโค้กให้เป็นสมบัติของผม  แกก็กินของแก  ไม่ยอมให้ผมร่วมด้วย

“อย่าเลย  มันไม่ดี  พ่อแม่เราจะไม่สบายใจเปล่าๆ” พี่แกบอกตอนนั้น

เราเล่นวงตอน ม.๓ ที่ได้แสดงพอสร้างชื่อสร้างเสียงเป็นที่รู้จักของคนโรงเรียน  ด้วยตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้สนใจจะเรียนหนังสือสักเท่าไหร่  จนที่บ้านเป็นห่วง  แล้วก็ลามมาถึงพี่หมูด้วย

“ถ้าเราเรียนไม่ดี  เอ็นท์ไม่ติด  เราจะไม่มีเพื่อนอย่างพี่หมูนะ” พี่ชายผมบอก

จนที่สุดบ้านผมก็เริ่มไม่ยอมรับพี่หมู  สุดท้ายผมต้องเอ่ยปากไม่ให้พี่แกค้างที่บ้าน  ซึ่งตอนนั้นก็ราวเที่ยงคืนแล้ว  ผมจำแววตาพี่หมูได้  พี่แกยิ้ม  ไม่ว่าอะไร

“พี่เข้าใจ  เดี๋ยวพี่กลับแล้ว” แกเดินออกจากบ้าน  ผมออกเดินตาม

“พี่  ผมไปส่งที่ป้ายรถเมล์นะ” พี่แกยิ้มอีกครั้ง

ขณะที่รอรถเมล์อยู่  ปรากฏรถที่บ้านผมชะลอมาจอดหน้าป้าย  พี่ชายลงมารับผมกลับ  พี่หมูก็ไม่ได้พูดอะไร  นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น

หลังจากนั้นผมกับพี่หมูก็เริ่มห่างกัน  พี่จะโทรมาถามไถ่ผมทุกปี  พร้อมบอกกล่าวว่าตอนนี้พี่ทำอะไรอยู่  เป็นเด็กรับกระเป๋าในโรงแรมมีชื่อบ้าง  เป็นคนเก็บเงินเรือข้ามฝากบ้าง  บางทีก็ยังได้คุยเรื่องเพลงเรื่องดนตรีในยุคสมัยนั้นอยู่เหมือนกัน

ผ่านมาจนผมเข้ามหาวิทยาลัย  พี่แกก็ยังส่งข่าวมานานๆครั้ง  เว้นช่วงมากขึ้นๆ  ว่ากันจริงๆตอนนั้นผมเองก็ยังไม่อยากเจอแกนัก  เพราะเกรงพี่แกจะตามติดเหมือนเมื่อก่อน  ชีวิตผมเปลี่ยนไปแล้วพี่

อยู่ๆวันหนึ่ง  ผมก็เกิดรู้สึกว่า  ผมพร้อมจะเจอพี่แล้ว  และอยากเจอมากเสียด้วย  ผมรื้อค้นเบอร์โทรที่จะติดต่อพี่หมูได้

“ขอสายพี่หมูครับ”

“หา…อะไรนะ  นั่นใครพูด” นั่นเป็นเสียงตอบในสาย

“หมูเขาเสียไปหลายเดือนแล้ว” นั่นทำให้ผมชะงักในทันที  แล้วกลับมารื้อหาเบอร์โทรเพื่อนพี่แก  เพื่อหาความจริง  จนสุดท้ายก็ได้ข้อมูลจากอาจารย์ที่โรงเรียนที่เป็นทั้งอาจารย์สนิทของผมและ พี่เขา

“หมู เขาเอาการ์ดแต่งงานมาเชิญครูๆที่นี่  หมูเขาเก่งนะ  เราก็รู้ใช่ไหมว่าเขาทำงานอะไรมาบ้าง  งานที่แตกต่างจากเพื่อนๆในรุ่นมากมาย  แต่เขาก็เก็บเงินสร้างเรือนหอของตัวเองจนสำเร็จนะ  ตอนที่เอาการ์ดมาให้ครูหนะ  อีกเดือนนึงก็จะถึงงานแต่งแล้ว  หมูเขาดูภูมิใจทีเดียว” อาจารย์เว้นช่วงหายใจ

“โชคร้าย  วันนั้นหมูเขาขับมอเตอร์ไซด์ผ่านตรงราชเทวี  แฟนเขาที่เป็นแอร์ก็ซ้อนไปด้วย  ถูกรถเบียดลงหลุมแถวนั้นเสียหลักล้ม  รถสิบล้อที่ตามมาทับทั้งคู่  เห็นเขาบอกว่า  แฟนเขาเสียไปก่อน โดยที่หมูเห็นเต็มตา  ร้องไห้โอดครวญ ก่อนที่หมูจะตามแฟนเขาไป…”

“อาจารย์ครับ  ผมเสียดายและเสียใจมากที่ไม่มีโอกาสไปงานศพพี่หมู”

ผมจินตนาการความรู้สึกของตัวละครที่ได้เดินทางกลับไปเห็นภาพเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อนนั้นอย่างไม่แน่ใจนัก

แต่สำหรับผม   พี่หมู….พี่คงนึกไม่ถึงว่าวันหนึ่ง  น้องคนนี้ที่อยู่วิศวะฯในการพูดคุยกับพี่ครั้งสุดท้าย  วันนี้มาอยู่กับดนตรีแล้ว  ดนตรีที่เริ่มเล่นมากับพี่

สู่สุคตินะพี่


edit @ 29 Oct 2009 01:01:08 by tokarok

edit @ 29 Oct 2009 01:27:24 by tokarok

อันไตเติ้ล

posted on 22 Sep 2009 04:18 by tokarok

ต่างจะเข้า ต่างจะออก เพื่อเรียนรู้
โลกที่อยู่ ดูซับซ้อน ไม่สดใส
ดูเจ็บปวด ไม่เหมือนคราว ยังเยาว์วัย
เป็นอย่างไร กันบ้างหนอ ชีวิตเรา
ลืมรื้อฟื้น ลืมรื้อฝัน เมื่อวันก่อน
กลายเหมือนคอน ที่เขาวาง ไว้ข้างเสา
ก็อีกแก้ว แล้วอีกเหยือก เถิดเพื่อนเรา
เก็บคืนเอา ความฝัน คืนสู่ใจ

(Tokarok 20/09/08)

เมื่อคืน...สู่วันรุ่ง

posted on 22 Sep 2009 04:07 by tokarok

…เมาแล้วเมาเล่าซับซ้อน

เมากลอนคนเดียวพลิ้วไหว

หนึ่งคืนหนึ่งเหงาเมาใจ

เมรัยหนึ่งจอกหลอกตน…

…คนเมา ลุก-ล้ม ล้ม-ลุก

ทุกข์-สุข สุข-ทุกข์ น่าฉงน
เมา-สร่าง สร่าง-เมา เวียนวน
วันเดือนผ่านพ้นไม่คืน…

…ดีๆ ร้ายๆ คล้ายบ้า
งงๆ ชาๆ คราตื่น
ความจริง ความฝัน พันกลืน
ยิ้มฝืน สู้ไป ไอ้เกลอ

…ชีวิต  ต้องสู้  ดูสักตั้ง
ไม่รุ่ง  ไม่พัง  ก็เสมอ
ยืนให้มั่น  ฝันให้ไกล ไปให้เจอ
กล้ากล้า  เก้อเก้อ  เออ..ก็เอา

…ผิดหวัง เศร้า โกรธ โดดเดี่ยว
เปล่าเปลี่ยว  เดี๋ยวเบื่อ  เดี๋ยวเหงา
ถึงคราวเหย้าเยือนเพื่อนเรา
กูเมา   มึง(ก็)เมา… เข้าที

(by Symposium 74 )

from  http://symposium74.wordpress.com/page/8/

ตามหาหมา

posted on 22 Sep 2009 04:01 by tokarok

การตามหาหมาคราวนี้น่าจะสะดวกดายกว่าคราวก่อนมาก  ด้วยรู้แล้วว่ามีมาร์ทหนึ่งบน ถ.นิมมานฯ เป็นหนึ่งในตัวแทนจำหน่าย

หลังจากอุ่นท้องด้วยโจ๊กต้นพยอมเป็นมื้อเช้า  ก็ออกเดินลัดเลาะเข้าถ.นิมมานฯ ไปเรื่อยๆ  เกร่ๆไปเดี๋ยวก็เจอ

มองซ้ายมองขวา  ฟ้าครึ้มๆ  ลมสบายๆ ชิลจริงๆ

เฮ้ย! …สุดถนนแล้ว  เอ…ใช่สิ  คงจะเช้าเกินไป  ร้านรวงหลายๆร้านก็ยังไม่เปิดนี่เนาะ

ย้อนกลับมานั่งวาวี  หลังจากหานิตยสารติดมือได้เล่มหนึ่ง (เมื่อคืนซัด บุหงาตานี ป้าดเดียวจบ หนุกๆ)

เกือบสิบเอ็ดโมง  ฝากสัมภาระไว้กับน้องๆพนักงานที่วาวีไว้  ออกเดินอีกรอบ  ติดต่อคุณหนึ่งที่ให้ข้อมูลก็ไม่สำเร็จ

ยังไงนี่…พอกันที  วกกลับมาถามน้องๆที่วาวี

“น้องๆแถวนี้มีร้านขายเหล้าใหญ่ๆบ้างไหม”

“เนี่ยพี่  เลยไปซักสามสิบเมตร  แต่ไม่รู้เปิดหรือยังนะพี่”

โถ  ไอ้อิ๋บอ๋าย…ทำไม่กูไม่ฉลาดถามน้องๆเขาแต่แรกหนอ

รอคอยหน้าร้านราวยี่สิบนาที  ทุกอย่างที่น่าจะสมบูรณ์เสร็จสิ้นก็เริ่มเห็นปัญหา

“ดอกไม้มีขวดเดียวพี่  ศุกร์เสาร์นี้คนมาซื้อเยอะเลย  บางคนซื้อไปฝากทีละหกขวดเลยพี่”

เอาแหล่ว..เอาไงดีหว่า

“แล้วแถวนี้  มีร้านไหนขายอีกมั้ยครับ”

“อีกร้านนี่  พี่ตรงไปที่ไฟแดงเลี้ยวซ้าย  ตรงไปถึงอีกแยกไฟแดง  มีอีกร้านพี่  แต่ไม่รู้ว่ามีของรึเปล่านะพี่”

“เดินได้เนาะ”

“ก็เดินได้พี่ โลกว่าๆ ซักสิบห้านาทีได้”

“เดินไม่ถึงหรอกสิบห้านาทีหนะ  นั่งสองแถวไปแป๊บเดียว” เสียงเจ๊แทรกขึ้นมา

ฝนลงปรอยๆ  กลับไปที่วาวี  ส่งยิ้มที่คาดว่าคงจะแหยๆ เกรงใจๆ แล้วเอาหมาเท่าที่ได้ส่งให้น้องเค้า

“น้องเอ้ย  พี่รบกวนฝากอีกแป๊บนะ  เดี๋ยวพี่หาซื้อของฝากอีกหน่อยก่อน”

“ได้พี่”น้องพนักงานผู้ชายรับของอย่างมีอัธยาศัยพร้อมสอดส่ายสายตาผ่านถุงพลาสติก

“ซื้อฝากเพื่อนเหรอพี่  เหล้านี้อร่อยๆ” น้องพนักงานคนอื่นเดินเข้ามาร่วมดู

“อือ…ยังได้ไม่ครบเลย  ของหมดหนะ”

“พี่  ฝนตกนะ  เอาร่มไปมั้ยพี่”

ผมลังเลอึดใจ  ร่มก็ถูกยื่นมาให้ตรงหน้า  ยื่นมือรับพร้อมยิ้มแย้มขอบอกขอบใจ

กิโลกว่า ที่คุณเจ๊ปรามาส หนอยแน่…ไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรอก  ยิ่งคิดถึงเรื่องที่คนจรฝากไว้ให้คิดเรื่องล่านี้  ยิ่งน่าออกเดิน

ที่ร้านหมาดอกไม้กลับมีแต่ขวดวางเรียงอยู่  ส่วนหมาลัมก้าอยู่ในกล่อง

“น้องๆ ไม่มีกล่องเหรอ  ธรรมดามันต้องมีกล่องนะ”

น้องคนขายทำหน้างงๆ  คล้ายกับว่านี่พี่จะแ-กกล่องด้วยเหรอ

“พี่เอาไปฝากเค้า  ไปอย่างนี้มันน่าเกลียด” น้องเขาก็ขยันเพิ่มอีกนิด  ไปเอากล่องลัมก้ามา

“หยั่งงี้แทนได้ไหมพี่”

“อือ…ไม่ดีมั้งน้อง  ของฝากคนอื่น  ช่วยหน่อยน่า” นั่นแหละน้องเจ้าถึงเนรมิตกล่องมาให้  เฮ้อ…แล้วจะต่อรองกูแต่แรกทำไม้

พอรับตังค์ทอน  เจ๊แกก็กำชับ

“นี่มีขายแค่สี่ร้านเท่านั้นนะ” ทราบแล้วคร้าบ  ซึ้งแล้วคร้าบ วูบนั้นผมนึกถึงไอ้ยอด  นึกถึงกรมศิลปฯ

‘นี่กูมาซื้อเหล้า  หรือมาขุดหาโบราณวัตถุวะ’

กลับไปเอาสัมภาระ  คืนร่มให้น้องๆ ที่มองผมยิ้มๆขันๆ  สารรูปเปียกฝนนิดเหงื่อหน่อยตามสภาพคนเหงื่อเยอะ  พอเอาหมาทั้งหมดมารวมกัน  ชักเริ่มมีน้ำหนัก  วูบนั้นคิดว่า

“กรูมีหมาอยู่ขนาดนี้อีกนิดจะครบครอก  ถ้าพวกมึงช่วยลากเลื่อนให้กูนั่งได้คงจะดี  จะได้ไม่ต้องมาแบกมาหิ้วให้เมื่อยไหล่เมื่อยแขน”

“เออ…กูลืมไป  ยังไงมึงก็คงไม่ช่วยกู  มึงมันหมาใจดำ ชอบทำกูลำบาก”

แต่ก็ดีจังนะ  ที่น้องๆที่วาวีใจดี  ขอบคุณมากครับ…

(by tokarok 8 June 2009)

from http://symposium74.wordpress.com/page/4/

ดอกไม้ใบสวยแห่งท้องทุ่ง  หันมาสบหน้ากันก่อนจะปล่อยน้องๆสปอร์ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ  บริเวณที่เธอเองก็มิอาจกำหนด

สายลมที่พัดอาจมีทิศทาง  นั่นคงเป็นวิถีของสายลม….เราน้อมกายรับเสมอ

เราก็มีเวลาของเรา…. ดอกไม้รำพึง

“เมล็ดสปอร์คราวนี้ของเราสมบูรณ์เหลือเกิน  หวังว่ากระแสลมจะพาเขาไปตกลงที่ที่ดีนะ” หนึ่งในพรรคพวกเอ่ย

ฉันอมยิ้มแบบงงๆ  ฉันไม่รู้หรอกอย่างไรคือที่ที่ดี

“แบบว่า….ดินอุดมด้วยแร่ธาตุ ฮิวมัสหนะ…ฮิวมัส  ไม่มีตัวบ่อนทำลายอย่างแมลงเลวทรามทั้งหลาย” นั้นก็หนึ่งที่เคยได้ฟัง

“ซักพื้นที่  ซักท้องทุ่งแบบที่เราอยู่กันนี้หนะ  ก็ดีโขแล้วนะ” นั่นก็อีกหนึ่ง  ฟังดูเรียบง่าย

“มักน้อยจังชั้น….ไม่เห็นรู้เลยว่าต้องเป็นยังไง” นั่นฉันเอง

จำความได้  ฉันโตมาจากการกะเทาะแผ่นแข็งบางๆซึ่งก็ไม่ได้มากมายหนักหนาอะไรนัก  ออกมาเจอความมืดที่มาเรียนรู้จากผู้หลักผู้ใหญ่ทีหลังว่านั่นคือดิน  แล้วฉันก็ดิ้นรนโดยสัญชาตญาณเพื่อหาความสว่างที่ก็รู้ภายหลังว่านั่นคือแสง แดด

อือ…ฉันว่า  ฉันเก่งเหมือนกันนะ  สู้โตมาได้ขนาดนี้  แหม….อดภูมิใจไม่ได้หรอก

แค่ตัวเองโผล่พ้นดิน  เงยหน้ารับแสงได้เองก็เจ๋งสุดๆแล้ว  พอรู้ว่ามีเพื่อนๆหลายเมล็ดไม่อาจเติบโตหรือเดินทางมาชนแสงแดดได้  อื้อหือ…เท่ว่ะ

คิดไปอีกทีก็เห็นใจเพื่อนๆที่ขาดโอกาสเหมือนกันแฮะ…..

เวลาผ่านไป   ฉันเติบใหญ่แข็งแรง  และสุดท้ายก็สวยงามอย่างที่ใครๆก็บอก    ลืมไปเหมือนกันว่าเคยมาจากไหน  แค่เรียนรู้จะยืดเมื่อแสงกระทบ  เรียนรู้จะสงบเมื่อแสงอำลา  นั่นก็ยิ่งใหญ่ต่อหน้าที่แต่ละวันแล้ว

วันที่กลีบดอกก่อตัวรอวันจะผลิบาน  ฉันตื่นเต้นป็นที่สุด  ใบอ่อนๆ กลีบสีเหลืองสวยๆ ของฉัน  จะประจักษ์แก่สายตาให้โลกได้เห็นแล้ว….

เอ….ฉันเว่อร์เกินไปไหมเนี่ย…..

ก็ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรอกหรือ….ฉันสมควรตื่นเต้นสิ

“หวัดดีพี่  ที่นี่ที่ไหนอ่ะ” เสียงเล็กๆ ดังมาจากพื้นที่เล็กๆข้างใต้

ฉันเหลือบหางตาลงไปสบใบเขียวๆเล็กๆอย่างที่ฉันเคยเป็นแต่เพียงเล็กน้อย  ฉันงงอีกแล้ว…..

“พี่ๆ  นี่ที่ไหนอ่ะ” เสียงเล็กๆเดิมๆ

“อือ…..เขาเรียกทุ่งทานตะวันจ้ะ  อยู่สระบุรีจ้ะ” สุดท้าย  ฉันก็ควรตอบนะ

“พี่ๆ  พี่รู้จักหนูหรือเปล่า  หนูต้องทำยังไงต่อไปล่ะ” ใบเขียวอ่อนๆนั่นถาม

ฉันเพิ่งได้สังเกต  มีใบเขียวอ่อนๆเล็กๆน้อยๆแทรกขึ้นมาตามพื้นที่ดินอีกไม่น้อย

“น้องเอ้ย….เจ้าจะเติบโตของเจ้าเองแหละ  เดี๋ยวเจ้าก็เหมือนเรา” ประโยคแรกของฉันเปรอะยิ้ม  และเริ่มก้มหน้าลงจากดวงตะวัน  เพื่อฟังเสียงเล็กๆ

“นี่…นี่ๆ เธอ  เธออยู่ในไอ้ที่มืดๆมานานไหมอ่ะ  ไม่ชอบเลย” ใบเล็กใบน้อยแลกเปลี่ยนกันดังขึ้นเรื่อยๆ  ฉันก็ฟังเพลินไปด้วย  พลางก็นึกถึงตัวเอง  เออสิเนอะ….ฉันลืมพื้นที่นั้นไปเสียแล้ว  ฉันหัวเราะกับตัวเอง…เออ  ไม่เอาอ่าวเหมือนกันนะเรา

เมื่อเด็กๆชักถกกันมากขึ้นหนักขึ้นถึงไอ้ความมืดที่เคยจมอยู่   ก็เห็นเป็นหน้าที่ที่ต้องเสนออะไรบ้าง  ฉันไม่ได้คิดเองหรอก  ครั้งนึงฉันก็เคยผ่านจุดนี้เหมือนกัน   เออ….ดี  เหมือนกัน   รื้อฟื้น….รื้อฟื้น….

“ไอ้น้องเอ้ย” นั่นประโยคแรกของฉัน  ยังไม่สามารถแหวกเสียงเล็กๆที่เซ็งแซ่นั้นได้   ฉันเปลี่ยนโทน

“ไอ้น้องเอ้ย”  คราวนี้โทนต่ำ  ได้ผลแหะ….เยี่ยม

“พี่ๆทุกคนเคยผ่านมาเหมือนเรานั่นแหละ   แต่ละต้นแต่ละเมล็ดใช้เวลาในความมืดต่างกันทั้งนั้นน้องเอ้ย   นั่นมันไม่ใช่เรื่องใหญ่….” ฉันเว้นพื้นที่หัวเราะ  ให้เด็กๆได้ขมวดคิ้ว

“ครั้งนั้น  ผู้ใหญ่สอนพี่ว่าอย่างนี้” ฉันพูดต่อ

“แล้วพวกเจ้าจะมาเถียงเรื่องใครอยู่ในที่มืดนานกว่ากันเพื่ออะไร  ในเมื่อเจ้าก็ไม่มีวันคืนที่จะนับเวลาของมัน  เมื่อเจ้าพ้นแล้วโตแล้ว  พบแสงพบวันคืนแล้ว  อะไรที่ต้องวิตกกังวลอีกหรือ” ฉันทบทวนคำสอน  เหมือนได้ยินเสียงเหล่านั้นอีกครั้ง

“ในที่มืดที่เจ้าเรียกกันหนะ  เราก็เคยเรียก  วันนี้รากของพวกเราทั้งหมดก็ยังคงเรียนรู้มัน  ซึมซับมัน  มันมีแร่ธาตุมีอะไรให้เราเยอะทีเดียว  เราเพียงเคยอยู่ใต้มัน  วันนี้เราอยู่ร่วมกันกับความมืดนั้นแล้ว” ฉันหัวเราะอีกครั้ง  โฮ่ย….ยากไปไหมเนี่ย

“เรื่องบางเรื่องต้องรอเวลาเนอะ  จะมาพูดมากล่าวอ้างอธิบายอะไร   แหม….มันลำบาก” อันนี้พูดกะตัวเอง  แล้วก็อดหัวเราะไม่ได้  นี่ฉันพยายามทำอะไรนี่  ฉันเงยหน้าขึ้นรับลมอีกครั้ง

กระแสลมพัดผ่านไปแล้ว…..สปอร์ของฉันต้องรอเวลาคราวหน้าอีกครั้งสิเนี่ย….เอาน่า…ไม่นานหรอก

ฉันหัวเราะ…..

(by tokarok  22 Aug 2009 )

from  http://symposium74.wordpress.com/page/2/

เมฆขาว คราวเศร้า

posted on 22 Sep 2009 03:45 by tokarok

เมฆขาว คราวเศร้า…
ใจเจ้าร้าวหรือ จึงลอยหาย
ไม่คิดจะรั้งอยู่ที่ใด
หรือเกรงช้ำใจที่ผูกพันธ์

มีพบ มีเพลิน มีพราก
ยากจะหยุดรั้ง ดังหมาย
เพียงพริบตา ก็ผ่านพ้นไป
ทิ้งไว้ เพียงใจที่เปลี่ยวเหงา

ใจจึงนึก…
อยากเป็นดั่งเมฆขาว
ลอยล่อง ท่องไป ไร้เรื่องราว
ถึงคราว เพียงกลั่นลงสู่ดิน

[by eKKeMan: 25 Aug 09]


คืนสู่…พื้่นถิ่ีนแผ่นน้ำ
สะท้อนกลับ ความงาม เมฆขาว
สะท้อนแสง สะท้อนสี เรื่องราว
สะท้อนกาล สะท้อนคราว เปลี่ยนแปลง

ใจจึงนึก…
เมื่ออิ่มวัน อิ่มวัย ให้อิ่มแรง
พอเถอะ…แสร้ง ลอยไป ไร้จุดหมาย
เมื่อได้รู้ หนทาง ที่บั้นปลาย
นั้นท้าทาย ยิ่งใหญ่ กว่าเคยเป็น

กลับเป็นน้ำ…แนบแน่น ใกล้ชิด
หยุดล่องลอย ความคิด แลความเห็น
สะท้อนกลับ ภาพงาม ตามชัดเจน
ทั่วแผ่นฟ้า อิสระเร้น เป็นมิตรกัน

(by tokarok : 25 Aug 2009)

edit @ 22 Sep 2009 03:52:31 by tokarok

from  http://symposium74.wordpress.com/2009/08/25/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%86%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2/

edit @ 22 Sep 2009 03:55:29 by tokarok

เสียงเปียโนโน้ตตัวสุดท้ายเงียบเสียงลงไปพักใหญ่แล้ว

ผมหันซ้ายหันขวาแล้วพับหนังสือพิมพ์วางคืนลงบนโต๊ะรับแขก  ลูกชายผมเล่นเปียโนได้ไม่เลวทีเดียว  เห็นครูของเขาเปรยๆว่าจะลองส่งเข้าประกวดแข่งขันดูสักที  ผมอมยิ้มเล็กๆ  อดภูมิใจไม่ได้  ก็ผมเล่นดนตรีอะไรไม่เป็นเลยซักอย่าง  เพียงมีความสุขกับเสียงเพลงมาตลอดชีวิต

ผมลุกขึ้นเดินไปหาเจ้าของเสียงเปียโนที่วางมือไปแล้ว  ชะโงกดูห้องนู้นทีห้องนี้ที  จนไปเจอเขานั่งอยู่หน้าโน้ตบุ๊คเครื่องประจำที่ผมยกให้เมื่อผมมีเครื่องใหม่

“ไม่ซ้อมแล้วเหรอลูก”

“พักก่อนพ่อ  เดี๋ยวค่อยไปซ้อมใหม่ครับ” ลูกผมตอบโดยไม่เบือนหน้าจากจอคอมแม้แต่น้อย

“แล้วนี่ลูกทำอะไรอยู่ล่ะ” ก็ถามตามหน้าที่พ่อหละนะ

“โหลดเพลงอยู่พ่อ  พึ่งนึกได้  เพื่อนบอกมาว่ามีเพลงเจ๋งๆให้มาโหลดฟังดู”

“เพลงเปียโนเหรอลูก” ผมสงสัย

“ครับ  เขาว่านักดนตรีชื่อ เดฟ กรูซิน มีอีกหลายคนครับ  เฮอร์บี้ แฮนค๊อก  แม็คคอย ไทเนอร์  บิล อีแวนส์  อีกหลายคนเลยครับ  เป็นสายแจ๊ซหนะพ่อ “

“อ๋อ…” ผมหัวเราะ  ก่อนพูดต่อ

“ไปดูที่ห้องทำงานพ่อสิ  พ่อมีแผ่นอยู่นะ  หลายชุดเหมือนกัน”

“ไม่เป็นไรหรอกพ่อ  โหลดเอานี่แหละ  ง่ายดี”

“อ้าว…แล้วลูกจะฟังยังไง  กะคอมเนี่ยเหรอ”

“ก็ใช่สิพ่อ  นี่แหละง่ายสุดๆแล้ว  เก็บไว้ในเครื่องเลย  อยากฟังเมื่อไหร่เปิดได้เลย  ไม่ต้องไปรื้อไปหาให้เสียเวลาเลยครับ”

“…….”

ผมพยักหน้ารับรู้  แล้วเดินกลับไปยังโซฟารับแขกอย่างเดิม  เอนหลังลงกับความอ่อนนุ่มของมัน

หลับตานึกเห็นภาพเรื่องราวเก่าๆ

สุพรรณบุรีเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน  เมืองที่อุดมด้วยท้องทุ่งนาข้าว  มีสำเนียงเหน่อๆเป็นสมบัติติดตัวจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความบ้านนอก  อย่างที่หนังที่ละครไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องใช้กัน  บ้านนอกเมื่อไหร่  เหน่อทุกที

โอทอป ได้เหมือนกันนะ…หึๆ

ผมเห็นภาพตัวเองชะเง้อชะแง้คอฟังเพลงที่ดังมาจากวิทยุข้างบ้าน  ทั้งข่าว ละคร เพลงลูกทุ่งลูกกรุง สุนทราภรณ์  แต่โดยส่วนใหญ่ละแวกที่ผมอยู่เรามักจะได้ยินเพลงลูกทุ่งเป็นประจำ  โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันถูกเรียกว่ากระไร

จนวันที่บ้านผมได้มีวิทยุเล็กๆเครื่องหนึ่งเป็นสมบัติร่วมกันของบ้าน  แย่งกันฟังข่าวสาร  ฟังละคร  ฟังเพลง  แหม…มันทำให้งานบ้านมีความเพลิดเพลินขึ้นโขเชียว  ยิ่งถ้าวันไหนเหลือผมอยู่บ้านคนเดียวล่ะก้อ  ความสุขเปรมไปเลย

“พ่อๆ  หลับแล้วเหรอ” เสียงลูกผมกระตุกผมกลับสู่ปัจจุบัน

“อื้อ…ยังหรอกลูก  พ่อคิดอะไรเพลินๆหนะ”

“พ่อแอบอมยิ้มด้วยน้า  ผมเห็น  พ่อคิดอะไรอยู่” ไอ้ลูกทำหน้าทะเล้น

“พ่อนึกถึงตอนที่พ่อมีวิทยุเครื่องแรกหนะ”

“มันเป็นไงเหรอพ่อ” ลูกถาม

“มันเป็นวิทยุเครื่องเล็กๆ  ใหญ่กว่าฝ่ามือไม่มาก  ใช้กันทั้งครอบครัวเลยหละ” ผมพูดต่อเมื่อดูท่าคุณลูกจะสนใจฟัง

“มีลำโพงเล็กๆลำโพงเดียว…”

“งั้น…มันก็ไม่สเตอร์ดิพ่อ” ครับคุณลูกหมายถึงสเตอริโอ

“โอย…ยุคนั้นมันโมโนทั้งนั้นแหละ  กว่าพ่อจะรู้จักสเตอร์นี่  ต้องเรียกว่าเข้ากรุงมาพักนึงแล้ว”

“แล้วเพลงมันจะเพราะเหรอพ่อ  งี้ขาดมิติสิ”

“ตอนนั้นขอแค่มีเสียง  ขอแค่ได้ฟังเพลง  อะไรก็ได้  ยิ่งเป็นเพลงที่ชอบเมื่อไหร่นะ  แฮปปี้มากเลยลูก”

“เรายังเลือกเพลงเองแบบเดี๋ยวนี้ไม่ได้  ตามแต่สถานีวิทยุจะเปิดให้ฟัง หนะ” ผมว่าต่อ

“เอ….สมัยนั้นก็มีแผ่นเสียงแล้วไม่ใช่เหรอพ่อ” ลูกเรามีความรู้เหมือนกันหน่า

“มีขาย  แต่แพง  เครื่องเล่นก็แพง  การฟังเพลงของพ่อมาลงตัวก็เมื่อสมัยออกวิทยุคอมโบ้เล่นเทปออกมานั่นแหละ  ทีนี้แหละ  พ่อลุยแหลกเลย  ฟังเพลงมันทุกประเภท  เริ่มมีฐานะมีตังค์บ้างแล้ว  ราคาเทปก็เป็นราคาที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง  ยุคนั้นมันมาก”

“มันลิขสิทธิ์รึเปล่าพ่อ” เออ…ลูกเราเข้าท่าเหมือนกัน

“แหม…ตอนนั้นพ่อยังไม่รู้เลยว่าลิขสิทธิ์คืออะไร  เพื่อนๆพ่อก็คงจะน้อยคนนักที่จะรู้  นี่พ่อไม่ได้อ้างนะ  บ้านเมืองเราตอนนั้นห่างไกลจากคำว่าลิขสิทธิ์ทางปัญญามากมายนัก” เมื่อเห็นไอ้คุณลูกอึ้ง

“เรื่องราวยุคนั้นมันเดินทางผ่านไปแล้วล่ะ  ไป…ไปที่ห้องทำงานพ่อกัน  พ่อมีอะไรให้ฟัง”  ผมใช้โอกาสนี้ให้พอเป็นประโยชน์  พาลูกที่พกพาความสงสัยเดินทางเข้าสู่โลกของผม

ผมเลือกอัลบั้มขึ้นชื่อ “Jazz At The Pawnshop” เปิดให้ลูกฟัง

“โห้ ….เหมือนเขาเล่นให้ฟังอยู่ตรงหน้าเลยนะพ่อ  เหมือนอยู่ในผับเลย” ลูกผมอุทาน

“นั่นหนะ  เจตนาเขาเลย  ยังมีงานที่เรียกว่า ออดิโอไฟล์  อีกมากมายเลยลูกเอ้ย  เขาอัดกันสดๆ ทั้งวง  นั่งซ้อมนั่งหาตำแหน่งที่เสียงดีที่สุดเป็นอาทิตย์ๆ บางงานถึงเดือน  เพื่ออัดออกมาได้ความสดความธรรมชาติของดนตรีที่สุด” ผมยิ้ม

“นั้นคือเครื่องเสียงที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า  ที่มันจะขับรายละเอียดที่พ่อว่าให้ได้ยิน   พ่อใช้เวลาเรียนรู้จากพรรคพวก  จากตำรา  จากผู้รู้ที่ได้มีโอกาสไปเจอะเจอ  ก็จากพวกเพื่อนๆนี่แหละ  โอย….ใช้เวลาหลายปีอยู่  ซื้อขายแลกเปลี่ยนจนได้ชุดนี้ที่พ่อคิดว่าเพียงพอแล้วนะ”

เสียงไวบราโฟนแกว่งไกวเสียจนผมเกรงว่าลูกจะเบื่อหน่าย  เลยเลือกจะเปลี่ยนแผ่นเป็น Lee Ritnour Alive in L.A ฟิวชั่นที่ได้ทั้งเพราะและความสนุกสนานของจังหวะ  น่าจะเหมาะกับเด็กรุ่นใหม่ๆน้า

“โห้  มันดี..พ่อ”

“ใช่…ใช่  พ่อก็ชอบชุดนี้เหมือนกัน  เรานั่งฟังไปนะ”

ผมเดินออกจากห้องทำงาน  ปล่อยให้คุณลูกมีความสุขกับเสียงเพลง  ที่ผมใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเรียนรู้  เปิดใจ  เชื้อเชิญเข้ามาในชีวิต  ยังมีอีกเยอะลูกเอ้ย….

หวังว่านะหวังว่า….พ่อเดินทางมาไกลจากลำโพงเล็กๆ  มาเรียนรู้เสน่ห์ของดนตรี   มาเรียนรู้รายละเอียดต่างๆของเสียงจากเครื่องเสียงที่ครั้งหนึ่งอยู่ในความ ฝัน   เรียนรู้ที่จะได้ยินรายละเอียดความคมชัด  มิติที่วิทยุทรานซิสเตอร์ครั้งวัยเด็กไม่มีทางทำได้  เสียงที่ราวกับนักดนตรีเล่นให้ฟังอยู่ตรงหน้า   สี่สิบกว่าปีพ่อเรียนรู้มามากมายจริงๆ

แล้วจะให้เด็กรุ่นลูกฟังเพลงจากลำโพงคอมโน้ตบุ๊คเนี่ยนะ

ผมดิ้นรนจากวิทยุทรานซิสเตอร์มาฟังเพลงจากเครื่องเสียงชั้นดี  ในขณะที่เด็กรุ่นนี้เลือกฟังเพลงที่ถูกบีบอัดเสียงให้เล็กลงแค่นั้นไม่พอ  ยังฟังด้วยเครื่องเสียงที่ไม่ต่างกับวัยเด็กของผมเลย

“ให้ตายเหอะ”

บางทีเทคโนโลยีหรือความสะดวกสบายก็ทำลายรสนิยมไปได้มากมาย

“กริ๊งงงง……..” ต่อไปเวลาเขียนถึงเสียงโทรศัพท์  จะต้องอธิบายกันอย่างไรหนอ   ในเมื่อเสียงมันหลากหลายเสียขนาด  อย่างไรประเด็นนี้ ตัวหนังสือคงไม่มีวันสู้ภาพยนตร์ได้

“กริ๊งงงง……..” กลับมาที่เสียงมือถืออีกครั้ง

“เอ้า….ว่าไงคุณ” ผมรับสายภรรยาอย่างคุ้นเคย

“ชั้นมีซาลาเปากับฮะเก๋าอยู่ในตู้เย็น  เธอเอามาอุ่นให้หน่อยสิ  อีกซักสิบห้านาทีจะถึงบ้านแล้ว  หิวจังเลย”

“อ้อ…ลังถึงอยู่ข้างเตานะ  วางไว้เผื่อแล้ว” ภรรยาแสนดีแจงทุกอย่างพร้อมสรรพ

ผมวางหูไปพร้อมถอนหายใจเบาๆ  ผู้ชายก็ขี้เกียจอย่างนี้แหละ

ผมเดินเข้าครัว  เปิดตู้เย็น  เห็นทุกอย่างตามที่ภรรยาที่แสนดีว่าไว้  หยิบซาลาเปและฮะเก๋ามาวางไว้บนโต๊ะ   มองซ้ายมองขวา  เห็นแล้วหละไอ้ลังถึงหนะ

“อือ…มันได้ความนุ่มนะ  มันมีไอน้ำ “ นี่สมองซีกนึงคิด

“อือ…ต้องนั่งรอมันเดือดหนา  ภาระๆ” นั่นอีกซีก

ผมสลัดหน้าซ้ายขวาให้สมองสองซีกกระเด็นมารวมกัน  หันสายตามาที่ไมโครเวฟ

“หึๆ  นี่แหละคำตอบที่ดีที่สุด”

แล้วผมก็จัดแจงทุกอย่างเข้าไมโครเวฟ   กลับไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เรื่อยเปื่อยได้อีกพักนึง   พลิกหน้าไปมาจน

“อย่าให้ความสะดวกดาย  ทำลายรสชาดอาหารของคุณไปเสีย”

“………….”

อึ้งอึ้ง...

posted on 19 Aug 2009 03:38 by tokarok

๑๒  ปีเป็นอย่างน้อย  ที่อึ้งอึ้ง ตื่นขึ้นมาก่อนแสงอาทิตย์จะเริ่มทาบทาแผ่นดิน  วิทยายุทธที่เขาต้องฝึกนั้นดูจะไม่มีทางหมดสิ้น  เขาเร้นกายพำนักในป่ากับมารดามานานนัก  จริงๆแล้วเขาไม่เคยอยู่ที่อื่นหรอก  ๒๔  ปีของอายุอานามนั่นหมายความว่าอึ้งอึ้งใช้เวลากับการฝึกฝนมากว่าครึ่งชีวิต

คัมภีร์หน้าเหลืองที่ไม่มีวันจบสิ้น  ตัวอักษรเล็กเรียงกันเป็นพรืด  แผ่นกระดาษบางเบาจนมิกล้าออกแรงแม้จะเกินไปนิด ก็เกรงจะฉีกขาด

อึ้งอึ้ง ถอนหายใจ  นึกถึงครั้งที่ได้คุกเข่าคำนับใครคนหนึ่งซึ่งมารดาเสนอให้เป็นอาจารย์ของเขาอย่างภาคภูมิใจ

นั่นก็ ๑๓ ปีมาแล้ว มารดาเขาบอกว่า อาจารย์ ตุ๋นป่าวเนี่ย  เป็นศิษย์ รุ่นที่ ๔๒ ของเจ้าเกาะบ๊วย จอมยุทธที่ใครๆใฝ่ฝันจะได้เป็นศิษย์  เจ้าเกาะบ๊วยเป็นบุคคลประหลาดรับศิษย์ยากเย็น  ต้องผ่านการทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า  รุ่นแรกจึงมีเพียง ๔ คน นั่นยิ่งทำให้วิทยายุทธของเจ้าเกาะเป็นเรื่องลี้ลับ  แม้แต่เกาะบ๊วยก็ยังไม่มีใครในยุคนี้ยืนยันได้ว่าอยู่ที่ใด

เวลาผ่านไปไม่รู้กี่สิบปี   วิทยายุทธที่ว่าก็ตกทอดกันมาเป็นรุ่นๆ  นี่รุ่นที่ ๔๒ ตามที่อาจารย์ ตุ๋นป่าวเนี่ย กล่าว

“คัมภีร์เล่มนี้อาจารย์เขียนขึ้นมาจากความทรงจำ  ไม่อยากให้สาบสูญไป  ศิษย์ของข้าก็มีแต่เจ้า  อย่างไรก็ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าที่จะต้องฝึกฝนและดูแลคัมภีร์นี้ต่อไปให้จง ดี”

“แล้วทำไมท่านไม่รับศิษย์เพิ่มเล่า  ท่านรับข้าช่างง่ายดายนัก” อึ้งอึ้งคิดในตอนนั้นแต่ไม่กล้าปริปาก เขาเป็นผู้น้อย

นั่นคือเรื่องราวที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้เมื่อ ๑๒ ปีก่อน  หลังจากที่เคยพำนักอยู่ในละแวกเดียวกับเขา  เทียวไปเทียวมาสอนยุทธให้เขาอยู่เป็นระยะ

อือ…จริงๆ  อาจารย์ก็เอาข้าวและกับข้าวที่แม่ทำกลับไปด้วยนะ

วันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่เขาทำตามวินัยเป็นอย่างดี  ทั้งๆที่มึนงงมาตลอด ๑๒ ปีมานี้

“ข้าอยากฝึกยุทธตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ”

คำถามนี้มาเป็นวูบๆ  แต่อย่างไรขาของเขาก็นำพาเขาออกไปที่ลานฝึกวิทยายุทธทุกวันอยู่ดี ….ใช่  เขามีวินัย  เขาภูมิใจ

“จิตให้ว่าง  ปล่อยไป  อย่าให้ความคิดมาเป็นตัวกำหนด  สมาธิจดจ่อ  อย่าฟุ้งซ่าน” คำสอนที่ได้ยินเสมอๆจากอาจารย์  นี่หล่ะมั้งที่ทำให้เขาไม่ค่อยสนใจหาคำตอบที่ค้างคา

อือ….อย่าให้ความคิดเป็นตัวกำหนด….  ว่างเข้าไว้  ….ว่างเข้าไว้

เขาไม่รู้แล้วว่าอย่างไหนคิดอย่างไหนไม่คิด  อย่างไหนว่างอย่างไหนไม่ว่าง

เขาปวดหัว…

อย่างนั้นคงฟุ้งซ่านเป็นแน่แท้  ทำอย่างไรดี  งั้น…ฝึกต่อดีกว่า

“เจ้าต้องฝึกไว้ป้องกันตัว  จะได้ไม่มีใครหน้าไหนมากลั่นแกล้งรังแกเจ้าได้” นี่ก็ที่มารดาเขาพูดอยู่ซ้ำๆเหมือนกัน

เพื่อนบ้านยังแทบจะไม่มี  นานทีปีหนจึงจะเดินทางเข้าเมืองที

แต่คงมีซักวันที่เราจะต้องถูกกลั่นแกล้งนะ  เตรียมพร้อมเสียแต่เนิ่นๆ นี้เป็นการดี  อย่างน้อยก็ร่างกายแข็งแรงสุขภาพดีแหละวะ

วันนี้ก็เหมือนเดิม  เขาเดินฝ่าความมืดข้ามเขาสองสามลูกสู่ลานฝึก  เขาวอร์มอัพ  เขายืดเส้นยืดสายก่อนลงมือฝึกอย่างจริงจัง

เวลาผ่านไปชั่วหม้อน้ำเดือด  คราวนี้คำถามโจมตีเขารุนแรงมากขึ้น

“ข้าอยากฝึกยุทธตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ”

“แล้วข้าต้องฝึกถึงเมื่อไหร่ ? ”

“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไหร่ผู้อื่นถึงจะรังแกข้าไม่ได้ ? ”

“หรือข้าต้องออกไปตบตีกับผู้อื่นเสียก่อน ? ”

“แล้วถ้าไม่มีใครตบตีข้าได้แล้ว  ข้าจะต้องฝึกต่อไปไหม ? ”

“ข้าต้องตบตีกับชาวยุทธระดับไหน  ถึงต้องทุ่มเทฝึกถึงระดับนี้  ? ”

“ข้าอยากเป็นมือวางอันดับหนึ่งของยุทธภพหรือ..? “

ร้อยพันปัญหาที่มาแต่รากเดิม  รุกเร้าอึ้งอึ้ง อย่างหนัก  ท่าร่างที่แข็งแรงแม่นยำเริ่มอ่อนล้าลง

เขาปวดหัวอีกครั้ง….

เขาคิดถึงอาจารย์ ตุ๋นป่าวเนี่ย ศิษย์รุ่นที่ ๔๒ ที่เขาไม่รู้ว่ามีอะไรการันตีการสืบทอดวิทยายุทธจากเจ้าเกาะบ๊วย

เขาคิดถึงมารดาที่หวังดีกับเขาเสมอมา  มารดาสืบสาวอาจารย์ ตุ๋นป่าวเนี่ย บ้างหรือเปล่านะ

เขานึกถึงตัวเองที่ไม่มีปากมีเสียงใดๆมาแต่แรก  นั่นก็นานมาแล้ว

แล้วถ้าทั้งหมดที่เขาฝึก มันเป็นเรื่องจอมปลอมเล่า….

โถ…อึ้งอึ้ง

บ่ายสองของวัน นั้น  ซึ่งก็ล่วงเลยมาพอสมควร  หลังจากที่ผมหันหลังกลับจากการเลื่อนปิดประตูรั้วหลังจากเลื่อนรถออกไปแล้ว  เสียง”ตุ้บ” ดังขึ้นถัดไปซักสิบเมตรหน้ารถ  ชายสูงวัยที่คุ้นหน้าคุ้นตาดีในฐานะเพื่อนบ้านนอนคว่ำหน้าอยู่หน้าบ้านของ เขา  เสียงหญิงทำงานบ้านฝั่งตรงข้ามบ้านผมส่งเสียงโหวกเหวก  ใครเป็นอะไร  แต่ก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนกาย  ผมรี่เข้าไปดูคุณอาที่นอนคว่ำอยู่พร้อมๆกับเพื่อนบ้านอีกสามสี่คนที่วิ่งมา แต่กลางซอยด้วยความหวังดี

“เจ็บหัว  เจ็บหัว” เสียงคุณอาพร่ำเมื่อผมประคองศีรษะคุณอาขึ้น  ทุกคนมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว

ผมถือวิสาสะเอามือลูบหัวคุณอาเผื่อจะพบบาดแผล  แต่ก็ใจชื้นเมื่อไม่พบอะไรผิดปรกติ

พี่ผู้หญิงคว้ากุญแจบ้านที่หล่นอยู่ไขประตูบ้านของแก  ก่อนที่คนที่เหลือจะพยุงถูลู่ถูกังแกเข้าไปในบ้าน

“นั่งตรงนั้น  ตรงนั้น” แกมีสติพอให้เราพาแกไปนั่งที่ม้าหินภายในบ้าน

“เข้าไปอยู่ในบ้านดีไหมค่ะ” พี่ผู้หญิงที่ถือกุญแจกล่าวกับแก

“ไม่เป็นไร  อยู่ตรงนี้  อยู่ตรงนี้  ขอบคุณมากนะ  ขอบคุณ” แกกล่าว  สายตาคุณอาเป็นเช่นนั้นจริงๆ  ผมอยู่ตรงหน้าแกที่ม้าหิน  ก่อนจะเดินถอยออกมาขึ้นรถไปทำธุระตามปรกติ

เย็นนั้น  เมื่อผมถึงบ้านได้เจอกับลูกสาวคนโตของแกที่อยู่ที่นี่  ก็ได้ความว่าแกล้มอีกครั้งตรงที่ม้าหินนั่นแหละ  แต่คราวนี้เลือดไหลเต็มไปหมด  และกำลังรอรถพยาบาลอยู่

“พ่อแกไม่อยากอยู่แล้ว  พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไง  แกออกไปกินเบียร์คนเดียวทุกวัน  แล้วก็เมาเข้ามา” ลูกสาวคนโตที่ผมเรียกว่าพี่  พูดกับผมกรายๆหลังจากขอบคุณทีรู้ว่าผมเป็นคนหนึ่งที่เข้าไปช่วยเหลือคุณอา

เหตุการณ์ผ่านไปสองสามวัน  ญาติๆเข้ามาเยี่ยมที่บ้านหลังแกออกจากโรงพยาบาล  เป็นช่วงเวลาที่บ้านแกมีรถพลุกพล่านที่สุดเท่าที่ผมจำได้

อีกสองสามวันหลังจากเสร็จงาน  ผมออกมายืนส่งเพื่อนร่วมงานหน้าบ้าน  รถพยาบาลจอดรออยู่ที่หน้าบ้านแกพักใหญ่   และขยับขยายให้รถเพื่อนผมออกอย่างไม่รีบร้อน

อีกสองสามวันเช่นกัน  ขณะจะถึงบ้านผมเห็นพี่บ้านนั้นพร้อมด้วยสามีใส่ชุดดำและกำลังปิดบ้าน  จึงได้ถามได้ไถ่  ใจความว่าคุณอาจากไปแล้วอย่างสงบ  จากไปวันที่ผมมายืนส่งเพื่อนนั่นแหละ

การจากไปของคุณอาทำให้ผมได้รับรู้เรื่องของคุณอามากขึ้น  เมื่อก่อนครอบครัวคุณอาอยู่ในเมือง  แต่ด้วยภรรยาของคุณอาป่วยและอ่อนแอ  แกเลยย้ายครอบครัวมาอยู่ที่นี่ซึ่งเป็นชานเมืองในสมัยนั้น  เพื่อให้ภรรยาแกได้อากาศดีๆ  แต่ก็โชคร้ายที่ภรรยาของแกก็จากไปในเวลาไม่นานนัก

แกเลี้ยงลูกสาวสองคนลำพัง  หิ้วกระเป๋านักเรียนกระเตงพาไปส่งโรงเรียนในเมืองประจำจนเป็นภาพเจนตาของผู้ คน  นอกเหนือจากงานประจำแกใช้ชีวิตไปกับการซ่อมบ้าน  ดูแลบ้านและลูกสาวทั้งสองคน ยาวนานจนเป็นฝั่งเป็นฝา

เมื่อถึงวัยเกษียณ  แกก็ใช้ชีวิตลำพังกับลูกสาวคนโตที่บ้านหลังนี้  ลูกสาวอีกคนได้ย้ายออกไปสร้างครอบครัวแต่ก็ได้แวะเวียนมาเป็นระยะๆ

มันเหมือนกับแกเดินมาสุดปลายทางความตั้งใจของแกแล้ว  ส่งลูกถึงฝั่ง  มีคนดูแล  ซ่อมแซมบ้านไว้ให้ลูกอยู่  แล้วแกก็ไม่รู้ว่าแกจะอยู่ต่อไปทำไม  แกพอแล้ว   ยิ่งอยู่ต่อไปก็ยิ่งเหงา   ยิ่งไร้ความหมาย….นั่นเป็นสายตาที่ผมเห็นในวันนั้นแต่ไม่กล้าบอกกับใคร  สายตาที่หมดอาลัยแล้วผ่านมากับคำขอบอกขอบใจ

เรื่องราวนี้ได้ผ่านไปพอสมควรแล้ว  ทิ้งคำถามให้ผมคิดว่าในซอยนี้  มีผู้ใหญ่ผู้สูงอายุที่ต้องอยู่แต่กับบ้านก็ไม่น้อย  จะไปไหนก็ได้แต่ในละแวก  ทำไมหนอเขาไม่เป็นเพื่อนกัน  ไม่สร้างกลุ่มก๊วนในละแวกให้แต่ละวันมีสีสันมากขึ้น  เรากลัวแต่คนอื่นจะนำปัญหามาให้เรา  แล้วการอยู่แต่กับตัวเองมันจะไม่มีปัญหาหรือ  ผมเองคงไม่ค่อยเข้าใจ  แต่จริงๆแล้วตัวเองก็ไม่ได้คบใครในพื้นที่เหมือนกัน  ทำไมล่ะ…  ทำไม…